วันเสาร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ทฤษฎีการเรียนรู้อย่างมีความสุข

เป็นทฤษฎีที่ กิติยวดี  บุญซื่อ  เป็นหัวหน้าคณะผู้เชี่ยวชาญทำการพัฒนาขึ้น  โดยมีจุดประสงค์จะหาวิธีเรียนแบบใหม่ที่ทำให้ผู้เรียนเรียนอย่างสนุกสนานทุกครั้ง  ทุกชั่วโมง  ผู้เรียนมาโรงเรียนด้วยความตื่นเต้นและมุ่งมั่น  อยากรู้ในสิ่งที่เขายังไม่รู้  อยากทำในสิ่งที่เขาไม่เคยทำ  อยากเป็นในสิ่งที่เขายังไม่เคยเป็น  การเรียนรู้อย่างมีความสุขมีองค์ประกอบอยู่ 6 ประการได้แก่
1. เด็กแต่ละคนได้รับการยอมรับว่า  เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีหัวใจและสมอง  มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว  และมีสิทธิที่จะได้รับการปฏิบัติจากผู้ใหญ่อย่างมนุษย์คนหนึ่ง
2. ครูให้ความเมตตา จริงใจ และอ่อนโยนต่อเด็กทุกคนโดยทั่วถึง  เอาใจใส่ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน  มีความยุติธรรม  สม่ำเสมอ  อารมณ์มั่นคง  สดชื่นแจ่มใจ  วางตนเป็นแบบอย่างที่ดี  เสียสละและอดทน
3. เด็กเกิดความรัก  และภูมิใจในตนเอง  รู้จักปรับตัวได้ทุกที่ทุกเวลา  เห็นคุณค่าของชีวิตและความเป็นมนุษย์ของตน  ยอมรับจุดดี จุดด้อยของตน  รู้วิธีปรับตัวให้อยู่ในสภาพแวดล้อมต่างๆโดยไม่เสียสุขภาพจิต
4. เด็กแต่ละคนมีโอกาสเลือกเรียนตามความถนัด และความสนใจ
5. บทเรียนสนุก  แปลกใหม่  จูงใจให้ติดตามและเร้าใจให้อยากค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมด้วยตนเองในสิ่งที่สนใจ  การเรียนไม่ขีดวงจำกัดอยู่ภายในห้องเรียน  การเรียนสัมพันธ์กับวิถีชีวิต
6. สิ่งที่เรียนรู้สามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน เกิดประโยชน์และเกิดความหมายต่อตัวเขา
การจัดการเรียนการสอนที่จะทำให้การเรียนรู้ดำเนินไปอย่างราบรื่นและมีความสุขร่วมกันทั้งผู้เรียนและผู้สอน  ควรมีลักษณะดังนี้
1. บทเรียนเริ่มต้นจากง่ายไปหายาก
2. วิธีเรียนสนุก  ไม่น่าเบื่อ
3. ทุกขั้นตอนของการเรียนรู้มุ่งพัฒนาและส่งเสริมกระบวนการคิดในแนวต่าง ๆ
4. มีกิจกรรมหลากหลาย สนุกชวนให้ผู้เรียนสนใจบทเรียน  เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วม
5. แนวการเรียนรู้สัมพันธ์และสอดคล้องกับธรรมชาติ
6. สื่อที่ใช้ประกอบการสอนเร้าใจให้เกิดการเรียนรู้
7. การประเมินผลเน้นพัฒนาการของผู้เรียนในภาพรวมมากกว่าผลเรียนทางวิชาการ  และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนประเมินตนเองด้วย

การเรียนรู้โดยชี้นำตนเอง (Self-directed learning, SDL.)

Knowles (1975:18) ให้ความหมายของการเรียนรู้แบบชี้นำตนเองว่า เป็นกระบวนการที่บุคคลคิดริเริ่มเอง ในการวินิจฉัยความต้องการในการเรียนรู้  กำหนดจุดมุ่งหมาย เลือกวิธีการเรียนจนถึงการประเมินความก้าวหน้าในการเรียนรู้  ทั้งนี้โดยได้รับหรือไม่ได้รับการช่วยเหลือจากผู้อื่นก็ตาม
Knowles (1975)  ให้ข้อคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้โดยการชี้นำตนเอง  สรุปได้ดังนี้
1.       ผู้ที่เริ่มเรียนรู้ด้วยตนเอง จะเรียนรู้ได้มากกว่าและดีกว่าผู้ที่รอรับจากผู้อื่น ผู้เรียนที่เรียนรู้โดยชี้นำตนเองจะเรียนอย่างตั้งใจ อย่างมีจุดมุ่งหมายและอย่างมีแรงจูงใจสูง นอกจากนั้นยังใช้ประโยชน์จากการเรียนรู้ได้ดีกว่าและยาวนานกว่าผู้ที่รอรับความรู้
2.       การเรียนรู้โดยชี้นำตนเอง สอดคล้องกับการจิตวิทยาพัฒนาการ กล่าวคือ เด็กตามธรรมชาติต้องพึ่งพิงผู้อื่นและต้องการผู้ปกครองปกป้องเลี้ยงดูและตัดสินใจแทน เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ก็พัฒนาขึ้นให้มีความอิสระ พึ่งพิงจากภายนอกลดลง และเป็นตัวเองจนมีคุณลักษณะการชี้นำตนเอง
3.       นวัตกรรมใหม่  รูปแบบของกิจกรรมการศึกษาใหม่  เช่น  ห้องเรียนแบบเปิดศูนย์การเรียนรู้  independent  study  เป็นต้น  เป็นรูปแบบของกิจกรรมการศึกษาที่เพิ่มบทบาทของผู้เรียน  ให้ผู้เรียนรับผิดชอบกระบวนการเรียนรู้ของตนเองเพิ่มมากขึ้น  ในลักษณะเรียนรู้โดยชี้นำตนเองเพิ่มมากขึ้น
4.       การเรียนรู้โดยชี้นำตนเองเป็นลักษณะการเรียนรู้เพื่อความอยู่รอดของมนุษย์ตามสภาพความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดเวลาและทวีความรวดเร็วมากขึ้น  ตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยี  การเรียนรู้โดยการชี้นำตนเองเป็นกระบวนการต่อเนื่องตลอดชีวิตของมนุษย์โลก
Brockett&Hiemstra (1991)  สรุปประเด็นที่อาจยังมีผู้เข้าใจผิดพลาด  เกี่ยวกับแนวคิดการเรียนรู้โดยชี้นำตนเอง  ดังนี้
1.       การชี้นำตนเองเป็นคุณลักษณะที่มีอยู่ในทุกคน  เพียงแต่จะมีมากหรือน้อยเท่านั้น  ขึ้นอยู่กับสถานการณ์การเรียนรู้
2.       บทบาทของผู้เรียน  คือมีความรับผิดชอบในการเรียนรู้เป็นหลักใหญ่และเป็นผู้ที่ตัดสินใจวางแผนและเลือกประสบการณ์การเรียนรู้  การดำเนินการตามแผนการประเมินความก้าวหน้าของการเรียนรู้  ทั้งหมดนี้อาจเกิดขึ้นตามลำพัง  หรือเกิดในกลุ่มผู้เรียนกลุ่มเล็กหรือกลุ่มใหญ่ที่ผู้เรียนจะร่วมรับผิดชอบในการเรียนรู้ของเขา
3.       คำว่าการชี้นำตนเองในการเรียนรู้  หรือการเรียนรู้โดยการชี้นำตนเอง  จะเน้นความรับผิดชอบของผู้เรียน  และเชื่อในศักยภาพที่ไม่สิ้นสุดของมนุษย์ (never-ending potential of human)
4.       การชี้นำตนเองในการเรียนรู้  ก่อให้เกิดผลด้านบวกของการเรียนรู้  ตัวอย่างเช่น  ผู้เรียนจดจำได้มากขึ้น  เกิดความสนใจในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องและสนใจในเนื้อหามากขึ้น  มีทัศนคติที่เป็นบวกต่อผู้สอนมากขึ้น  มั่นใจในความสามารถเรียนรู้ได้ของตนเองมากขึ้น
5.       กิจกรรมการเรียนรู้โดยการชี้นำตนเองมีหลากหลายรู้แบบ  เช่น  การอ่าน  การเขียน  การเสาะหาความรู้โดยการสัมภาษณ์  การศึกษาเป็นกลุ่ม  ทัศนศึกษา  การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้เชี่ยวชาญหรือผู้สอน  การหาความรู้โดยใช้คอมพิวเตอร์  หรือแม้กระทั่งการเรียนจากสื่อ  เช่น  ชุดการเรียน  โปรแกรมการเรียน  โปรแกรมการเรียนของคอมพิวเตอร์  รวมทั้งสื่อช่วยการเรียนรู้ในรูปอื่น ๆ
6.       ในการเรียนรู้โดยการชี้นำตนเองที่ประสบผลสำเร็จ  ผู้อำนวยความสะดวกจะต้องมีบทบาทในการร่วมปรึกษา  แลกเปลี่ยนความคิด  เป็นแหล่งความรู้ตามที่ผู้เรียนต้องการ  มีความสัมพันธ์อันดีกับผู้เรียน  มีส่วนร่วมในการถ่ายโอนบทบาทการเรียนการสอนและสนับสนุนให้ผู้เรียนคิดอย่างแตกฉาน (critical thinking)
7.       การชี้นำตนเองเป็นสิ่งที่มีคุณค่า  เป็นวิธีที่ผู้เรียนมีอิสระในการแก้ปัญหา  ซึ่งไม่จำกัดว่าจะเกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมที่เป็นประชาธิปไตยเท่านั้น
8.       การเรียนรู้โดยการชี้นำตนเองสามารถเกิดขึ้นได้ในประชาชนทุกหมู่เหล่า  ไม่จำกัดพียงกลุ่มใด  เชื้อชาติใดเท่านั้น
9.       หากผู้สอนให้ความไว้วางใจแก่ผู้เรียน  ผู้เรียนส่วนใหญ่จะเรียนรู้อย่างเต็มที่และทุ่มเทในการเรียนรุ้เพื่อคุณภาพ
10.   การเรียนรู้โดยการชี้นำตนเอง  ไม่สามารถแก้ปัญหาในการเรียนรู้ได้ทุกปัญหา  ในบางกรณีอาจมีข้อจำกัดบ้าง  เช่น  ในบางสังคมและวัฒนธรรม
องค์ประกอบของการเรียนรู้โดยชี้นำตนเอง
Ralph G. Brockett and Roger Hiemstra ได้เสนอองค์ประกอบเพื่อความเข้าในในกรอบแนวคิดของการชี้นำตนเองในการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ (Self-Direction in Adult Learning) โดยเรียนว่า The PRO Model : The Personal Responsibility Orientation โดยมีรายละเอียดดังนี้
The Personal Responsibility Orientation : (PRO) Model
1.       ความรับผิดชอบในตัวบุคคล (personal responsibility) หมายถึง การกระตุ้นเพื่อให้เกิดความตระหนักในความจะเป็นที่จะต้องมีการเรียนรู้  และส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความรับผิดชอบในตนเองในการที่จะตัดสินใจเรียนรู้ การวางแผนการเรียนรู้  การดำเนินงาน  และการประเมินตนเองในการเรียนรู้
2.       ผู้เรียนที่มีลักษณะชี้นำตนเอง (learner self-direction) หมายถึงคุณลักษณะเฉพาะตัว  หรือบุคลิกภาพของผู้เรียนที่เอื้อและสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้โดยการชี้นำตนเอง  ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะที่เกิดจากภายในตัวของผู้เรียนเอง
3.       การเรียนรู้โดยการชี้นำตนเอง (self-directed learning) หมายถึง  กิจกรรมที่เกิดขึ้นในการเรียนรู้โดยการชี้นำตนเอง  ซึ่งอาจเกิดจากการจัดการของผู้สอน  หรือการวางแผนการเรียนรู้ของผู้เรียนเอง  แต่ความสำคัญของผู้สอนนั้นจะเป็นเพียงผู้คอยช่วยเหลือ  เสนอแนะ  แนะนำ  หรืออำนวยความสะดวกในการเรียนรู้เท่านั้น  ส่วนการดำเนินกิจกรรมการเรียนทั้งหมดนั้นจะเป็นการดำเนินการโดยผู้เรียนทั้งสิ้น
4.       ปัจจัยแวดล้อมทางสังคม (The Social Context) หมายถึง  การคำนึงถึงสภาพแวดล้อมทางสังคมของผู้เรียนซึ่งผู้เรียนยังคงสภาพความเป็นอยู่จริงในสังคม  เช่น  สภาพครอบครัว  การทำงาน  สิ่งแวดล้อม ฯลฯ
กระบวนการเรียนรู้โดยการชี้นำตนเอง
Knowles (1975)  ได้อธิบายถึงกระบวนการของการชี้นำตนเอง (self-direction)  ว่าประกอบด้วย
1.       เกิดจากความริเริ่มในตัวของบุคคลโดยจะมีความช่วยเหลือจากคนอื่นหรือไม่ก็ตาม
2.       วิเคราะห์ความต้องการในการเรียนรู้
3.       คิดวิธีการในการเรียนรู้เพื่อไปยังจุดมุ่งหมาย
4.       เลือกแหล่งทรัพยากรเพื่อการเรียนรู้
5.       เลือกและดำเนินการตามวิธีการและยุทธศาสตร์ในการเรียนรู้
6.       ทำการวัดและประเมินผลการเรียนรู้
รูปแบบการเรียนรู้โดยการชี้นำตนเอง
กริฟฟิน (Griffin, 1983: 153)  ได้แบ่งรูปแบบการเรียนรู้โดยการชี้นำตนเองออกเป็น 5 รูปแบบดังนี้
1.       รูปแบบการเรียนรู้โดยใช้สัญญาการเรียนรู้ (learning contract)  เป็นเครื่องในการเรียนด้วยตนเองตามแนวความคิดการเรียนเป็นกลุ่มของโนลส์ (the Knowles group learning stream)
2.       รูปแบบการใช้โครงการเรียนรู้ (learning project)  เป็นตัวบ่งชี้การมีส่วนในการเรียนรู้ด้วยการชี้นำตนเองตามแนวคิดโครงการเรียนแบบผู้ใหญ่ของทัฟ (the Tough adult learning project stream)
3.       รูปแบบการใช้บทเรียนสำเร็จรูป (individualized program instruction)  ตามแนวคิดของสกินเนอร์ (Skinner)  แต่เป็นการเรียนรู้ที่เกิดจากการนำของครู (teacher-directed learning)
4.       รูปแบบที่ไม่ใช่การจัดการเรียนการสอนทั่วไป (non-traditional institutional) ได้แก่กลุ่มผู้เรียนที่เรียนโดยสมัครใจ หวังที่จะได้ความรู้  เช่น การศึกษาที่จัดขั้นสำหรับบุคคลภายนอกให้ได้รัยประกาศนียบัตร การศึกษาที่เป็นหน่วยประสบการณ์ชีวิต เป็นต้น
5.       รูปแบบการเรียนรู้ประสบการณ์ชีวิต (experiential learning)
เบาวด์ (Boud, 1982: 12) ได้สรุปรูปแบบการเรียนรู้โดยการชี้นำตนเองไว้ว่ามี  5 รูปแบบดังนี้
1.       การเรียนรู้แบบใช้สัญญาการเรียนรู้ (learning contracts) การเรียนแบบนี้ผู้เรียนวางแผนโดยเขียนสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร รวมทั้งวิธีการวัดประเมินผลซึ่งจะมีการตรวจสอบความถูกต้องของผลงานกับเป้าหมายที่กำหนดไว้ในสัญญาจากผู้ร่วมงาน
2.       การเรียนแบบการทำงานตัวต่อตัว (one-to-one learning) การเรียนแบบนี้ผู้เรียนทำงานเป็นคู่ช่วยอำนวยความสะดวกซึ่งกันและกันในการทำงาน
3.       การเรียนแบบวางแผนการทำงานโดยผู้เรียน (student planned courses) การเรียนแบบนี้นักเรียนทำงานเป็นกลุ่มในการริเริ่มโครงการและนำสู่การปฏิบัติ
4.       การเรียนแบบมีระบบสนับสนุนจากเพื่อน (peer support systems) การเรียนแบบนี้ผู้เรียนที่เริ่มใหม่ได้รับความช่วยเหลือจากผู้เรียนที่มีประสบการณ์มากกว่า
5.       การเรียนแบบร่วมมือกันประเมิน (collaborative assessment) การเรียนแบบนี้ผู้เรียนร่วมมือกันกำหนดเกณฑ์ในการประเมิน และตัดสินผู้เรียนด้วยกัน
โกรว์ (Grow, 1991: 144-145)  เสนอรูปแบบการเรียนรู้โดยการชี้นำตนเองตามขั้นตอน (staged self-directed learning model: SSDL)  ไว้โดยมีขั้นตอน  4 ขั้น  ได้แก่
1.       ครูนำโดยการชักจูง  อธิบาย หรือให้ลองฝึกหัด
2.       ครูจูงใจให้ผู้เรียนสนใจโดยการบรรยาย  การอภิปรายโดยครูเป็นผู้นำ  ให้ตั้งเป้าหมายและกำหนดกลยุทธวิธีการเรียน
3.       นักเรียนเรียนโดยครูเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียน  อภิปรายกลุ่ม  หรือจัดสัมมนา
4.       นักเรียนชี้นำตนเองโดยครูเป็นที่ปรึกษา  ทำได้โดยการลองฝึกด้วยตนเอง  เช่น  การฝึกงาน  การค้นคว้า  การทำงานรายบุคคล  หรืองานกลุ่ม

ที่มา : http://www.pochanukul.com/?p=40

ทักษะการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ

การเรียนวิชาภาษาอังกฤษซึ่งเป็นวิชาทักษะนั้น นักศึกษาต้องใช้ความมานะพยายาม และความอดทน หลักการศึกษาวิชาภาษาอังกฤษให้ได้ผลนั้นไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว เพราะความสำเร็จในการเรียนวิชาภาษา ซึ่งเป็นวิชาทักษะนั้น อาศัยทั้งความเข้าใจและการฝึกฝนทบทวนบ่อย ๆ อยากทราบว่าตนเองยังมีพื้นฐานภาษาอังกฤษค่อนข้างน้อย ก็ควรที่จะเพิ่มพูนทักษะการใช้ภาษาอังกฤษให้มากขึ้น
ทักษะการฟัง มีพฤติกรรมการฟังอยู่ 5 ระดับ คือ
1. ขั้นรับรู้
ฝึกสังเกตความแตกต่างของภาษาเกี่ยวกับเสียง คำ การเน้น และระดับเสียงขึ้น-ลงของข้อความ
2. ขั้นระลึก
สามารถที่จะเข้าใจความหมายของข้อความสั้น ๆ ที่ได้ยิน
3. ขั้นรับความคิด
สามารถที่จะเข้าใจสัญลักษณ์ทางไวยากรณ์ คำศัพท์ ประโยคและบทความสั้น ๆ
4. ขั้นเข้าใจ
สามารถเข้าใจคำอธิบาย รู้จักจับความของข้อความที่ได้ยิน แม้ว่าจะมีคำที่ไม่รู้ความหมายอยู่ด้วยก็ตามสามารถฟัง และเข้าใจข้อความที่ผู้พูดพูดออกมาอย่างรวดเร็วได้
5. ขั้นวิเคราะห์
สามารถแยกแยะได้ว่าข้อความที่ได้ยินว่า เป็นภาษามาตรฐานหรือไม่ รูปประโยคถูกต้องหรือไม่ เข้าใจอารมณ์ ความรู้สึก และความมุ่งหมายของผู้พูดจากน้ำเสียง และถ้อยคำที่เน้น สามารถประเมินได้ว่าถ้อยคำที่เน้นนั้นสื่อสารความคิดได้อย่างเหมาะสมหรือไม่
ในปัจจุบัน มีสื่อต่าง ๆ ที่ช่วยนักศึกษาพัฒนาทักษะการฟังอยู่มากมาย เช่น รายการโทรทัศน์ประเภทสารคดีภาษาอังกฤษ จะมีบทสัมภาษณ์บุคคลต่าง ๆ บางรายการอาจมีคำแปลภาษาไทยกำกับด้วย รายการวิทยุภาคภาษาอังกฤษ ภาพยนตร์ หรือเพลง ก็ช่วยได้มาก ถ้านักศึกษาให้ความสนใจและใส่ใจอย่างจริงจัง
ทักษะการพูด
เป็นพฤติกรรมทางด้านการแสดงออก เนื่องจากคนไทยมิใช่ชนชาติที่ใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน ทักษะการพูดภาษาอังกฤษจึงอาจเป็นทักษะที่ดูเหมือนค่อนข้างจะยาก ในด้านของการออกเสียงหรือสำเนียงให้ถูกต้อง แต่หากผู้เรียนมีความพากเพียรพยายามหมั่นฝึกฝนบ่อย ๆ ก็อาจสามารถทำได้ดีเช่นเดียวกัน แต่ถึงแม้ว่าจะออกเสียงผิดเพี้ยนไปบ้าง ผู้เรียนก็ควรให้ความสำคัญต่อการพยายามสื่อสารให้ได้ความหมายมากที่สุด องค์ประกอบสำคัญ นอกจากเสียงหรือสำเนียงแล้ว ได้แก่ ศัพท์ ไวยากรณ์ ระเบียบวิธีของความสัมพันธ์ระหว่างประโยค ตลอดจนการใช้กริยา ท่าทาง ประกอบในการสื่อสาร
นักศึกษาสามารถที่จะทดลองฝึกพูดตามเทปเสียง ประจำชุดวิชา หรือทดลองอ่านข่าวในหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ และให้ผู้ใกล้ชิดที่มีความรู้ภาษาอังกฤษดีพอสมควร ฟัง และวิจารณ์ปัญหาสำคัญโดยทั่วไปของคนไทยที่ด้อยทักษะทางการพูดมักเนื่องมาจากการขาดโอกาสที่จะพูดภาษาอังกฤษทั้งสิ้น
ทักษะการอ่าน
ในเอกสารการสอนของนักศึกษา จะให้แนวทางของการเพิ่มประสิทธิภาพในการอ่านไว้ค่อนข้างมาก จึงขอเน้นในประเด็นต่อไปนี้
ประสิทธิภาพในการอ่านจะดีขึ้นเมื่อ
1. มีความรู้เกี่ยวกับคำศัพท์มากขึ้น มีความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้คำ มีความชำนาญในการใช้คำต่าง ๆ เช่น คำนาม กริยาเปลี่ยนรูป วิเศษณ์ บุพบท ฯลฯ
2. มีความเข้าใจโครงสร้างพื้นฐานของประโยค และไวยากรณ์ อย่างถูกต้อง
3. มีความเข้าใจเรื่องราวที่อ่านอย่างชัดเจน สามารถเข้าใจโครงสร้างของบทความ รู้ตำแหน่งสำคัญของประโยคต่าง ๆ ที่ประกอบกันขึ้นเป็นเรื่องราว ซึ่งได้มาจากการเข้าใจความหมายตามตัวอักษร และความสามารถที่จะติดตามเรื่องที่อ่านอย่างมีลำดับ สามารถที่จะเข้าใจความหมายที่แฝงอยู่ของข้อความที่อ่าน
ทักษะการอ่านนี้คงต้องเริ่มจากการอ่านหนังสือที่มีรูปประโยคง่าย ๆ และศัพท์ ง่าย ๆ ก่อน เมื่อเข้าใจดีขึ้นก็เพิ่มความยากของศัพท์ให้มากขึ้น และประโยคที่มีโครงสร้างซับซ้อนขึ้น หากนักศึกษาไม่แน่ใจในทักษะภาษาอังกฤษของตนเอง นักศึกษาอาจนำหนังสือประกอบการเรียนตั้งแต่ระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษามาทดสอบการอ่านดู หากสามารถอ่านผ่านมาได้ ตอบคำถามต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง ทักษะพื้นฐานของนักศึกษาก็ควรจะอยู่ในระดับที่สามารถจะศึกษาชุดวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐานได้ เพราะชุดวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐานเป็นชุดวิชาภาษาอังกฤษระดับอุดมศึกษา ที่มีเนื้อหาในลำดับที่สูงขึ้นจากภาษาอังกฤษระดับมัธยมศึกษานั้นเอง
ทักษะการเขียน
ทักษะการเขียน เป็นทักษะที่ต้องผ่านกระบวนการทางความคิดหลายขั้นตอน ตั้งแต่การรวบรวมความคิด การลำดับเรื่อง และเลือกสรรถ้อยคำในการถ่ายทอดออกมาเป็นข้อความที่สามารถสื่อความหมายได้ตรงความต้องการ
ทักษะการเขียนจะต้องอาศัยความเข้าใจโครงสร้างภาษาอย่างถูกต้อง รู้ศัพท์ สำนวน รูปแบบ ประโยค ไวยากรณ์ และเช่นเดียวกับทักษะอื่น ๆ ผู้เรียนจะต้องหมั่นฝึกฝนและหัดเขียนอยู่เสมอ นอกจากนั้นการเขียนและการอ่านเป็นทักษะที่เชื่อมโยงกัน หากผู้เรียนมีประสบการณ์ในการอ่านมาก ก็จะได้เห็นรูปแบบวิธีเขียน แนวคิดในการสื่อสารของผู้เขียน ซึ่งจะช่วยทำให้มีแบบอย่างสำหรับการเขียน สำหรับตนเองมากขึ้นด้วย
สำหรับนักศึกษานั้นควรจะหาโอกาสไปเข้ารับการสอนเสริม เพื่อที่จะมีโอกาสได้สนทนา ซักถามอาจารย์ผู้สอนโดยตรง อย่างไรก็ตามการศึกษาด้วยตนเองโดยไม่มีชั้นเรียนปกตินั้น นักศึกษาต้องดูแลตนเองให้มีวินัยในการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียนวิชาภาษานั้นจะต้องฝึกฝนเป็นประจำ สม่ำเสมอ หากไม่ท้อถอยในการเรียนเสียก่อน ความสำเร็จในการศึกษาต้องเป็นของนักศึกษาอย่างแน่นอน

ที่มา : http://www.stou.ac.th/Offices/Oes/OesPage/Guide/article/n8.html

การเรียนรู้ด้วยการชี้นำตนเอง

การเรียนรู้ด้วยการชี้นำตนเอง

การเรียนรู้ด้วยการชี้นำตนเองถือได้ว่าเป็นบุคคลผู้ใฝ่รู้ตลอดชีวิต เพราะเป็นผู้มี
ลักษณะดังนี้ (สมคิด อิสระวัฒน์, 2532)
1. มีความสมัครใจที่จะเรียนรู้ด้วยตนเอง (voluntarily to learn) มีเจตนาที่จะเรียนด้วย
ความอยากรู้
2. ใช้ตนเองเป็นแหล่งข้อมูลของตนเอง (self resourceful) กล่าวคือผู้เรียนสามารถบอกได้
ว่าสิ่งที่ตนจะเรียนคืออะไร สามารถกำหนดเป้าหมาย วิธีการรวบรวมข้อมูลที่ต้องการ และวิธี
ประเมินผลการเรียนรู้ มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่และบทบาทเป็นผู้เรียนรู้ที่ดี
3. รู้วิธีการที่จะเรียน” (know how to learn) รู้ว่าตนจะไปสู่จุดที่ให้เกิดการเรียนรู้ได้อย่างไร
4. มีบุคลิกภาพเชิงบวก มีแรงจูงใจและมีการเรียนแบบร่วมมือกับเพื่อนหรือบุคคลอื่น มีการ
ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมในการเรียนในเชิงบวก (charismatic organizational player)
5. มีระบบการเรียนและการประยุกต์การเรียน และมีการชื่นชมและสนุกสนานกับ
กระบวนการเรียน (responsible consumption)
6. มีการเรียนจากข้อผิดพลาดและความสำเร็จ และเข้าใจถึงศักยภาพของตน (feedback
and reflection)
7. มีความพยายามในการหาวิธีการใหม่ ๆ ในการหาคำตอบ การหาโอกาสในการพัฒนา
และค้นหาข้อมูลเพื่อแก้ปัญหา (seeking and applying)
8. มีการชี้แนะ อภิปรายในห้องเรียน แสดงความคิดเห็นส่วนตัวและพยายามมีความเห็นที่
แตกต่างไปจากผู้สอน ( assertive learning behavior )
9. มีการรวบรวมข้อมูลจากการได้ปฏิสัมพันธ์กับบุคคลและมีวิธีการนำข้อมูลที่ได้ไปใช้

วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2554

Readiness ความพร้อม

           หมายถึง สภาพความพร้อมหรือวุฒิภาวะของผู้เรียนทั้งทางร่างกาย อวัยวะต่าง ๆ ในการเรียนรู้และจิตใจ รวมทั้งพื้นฐานและประสบการณ์เดิม สภาพความพร้อมของหู ตา ประสาทสมองกล้ามเนื้อ ประสบการณ์เดิมที่จะเชื่อมโยงกับความรู้ใหม่หรือสิ่งใหม่ ตลอดจนความสนใจ ความเข้าใจต่อสิ่งที่เห็น ถ้าผู้เรียนมีความพร้อมตามองค์ประกอบต่าง ๆ ดังกล่าว ก็จะทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ 
          ดังนั้นนักจิตวิทยาที่สนใจเรื่องการเรียนรู้ จึงให้ความสำคัญกับเรื่องความพร้อม (Readiness) ว่าเป็นสิ่งสนับสนุนในเรื่องการเรียนรู้เป็นอย่างมาก จากการศึกษาเรื่อง"ความพร้อม"


นักจิตวิทยาได้บ่งแนวความคิดออกเป็น 2 กลุ่ม คือ
   ความพร้อมเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ (Natural Readiness Approach) กลุ่มนี้มีความเห็นว่า ความพร้อม       
ของบุคคลเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เมื่อถึงวัยหรือเมื่อถึงระยะเวลาที่ เหมาะสมที่จะทำกิจกรรมอย่างหนึ่งอย่างใดได้ ดังนั้นในกลุ่มนี้จึงเห็นว่าการทำอะไรก็ตาม ไม่ควรจะเป็น "การเร่ง" เพราะการเร่งจะไม่ทำให้เกิดประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้น ตรงกันข้าม อาจจะทำให้เกิดผลเสียตามมาคือ ความท้อถอย และความเบื่อหน่าย เป็นต้น
          ความพร้อมเกิดจากการกระตุ้น (Guided Experience Approach) กลุ่มนี้มีความเห็นตรง ข้ามกับกลุ่มแรก
คือ เห็นว่า ความพร้อมนั้นสามารถเร่งให้เกิดขึ้นได้ โดยการกระตุ้นการ แนะนำ การจัดประสบการณ์อันจะก่อให้เกิดเป็นความพร้อมได้โดยตรง โดยเฉพาะอย่าง ยิ่งในช่วงวัยเด็ก ซึ่งจะเป็นวัยที่มีช่วงวิกฤติ (Critical Period) ของการเรียนรู้และการปรับ ตัว เป็นอย่างมาก
          ดังนั้น การจัดลำดับเนื้อหา ผนวกกับการนำ นวัตกรรมที่เหมาะสมมาใช้จะช่วยสร้างความพร้อม ได้อย่างดี นวัตกรรมการศึกษาที่เกิดขึ้นเพื่อสนองแนวความคิดพื้นฐานด้านนี้ มีหลายอย่างดังนี้
         2.2.1 ศูนย์การเรียน (Learning Center)
         2.2.2 การจัดโรงเรียนในโรงเรียน (School Within School)
         2.2.3 การปรับปรุงการสอนสามชั้น (Instructional Development in Three Phases)
 

ปัญหาเด็กอ่านหนังสือไม่ออก

ข้าพเจ้ามี  ประสบการณ์ในการสอน  ๒๖  ปี  ปัจจุบันได้รับมอบหมายให้เป็นครูประจำชั้นประถมศึกษาปีที่    เมื่อปีการศึกษา  ๒๕๔๖  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่    มีจำนวนทั้งหมด  ๑๖  คน  ปรากฏว่าอ่านหนังสือไม่ออกเลย    คนก็เป็นการหนักใจแก่ครูผู้สอน  ครูประจำชั้นและผู้บริหาร เป็นอันมาก  ซึ่งข้าพเจ้าเป็นครูประจำชั้นเอง และนางจารุนันท์   เป็นครูประจำวิชาภาษาไทย  เราได้คิดก็หาวิธีการแก้ปัญหาและพัฒนานักเรียนเหล่านี้อย่างน้อย  อ่านและเขียนสะกดคำให้จงได้   ถ้าไม่มีการแก้ไขเมื่อมีการสอบ  NT  ก็จะเศร้าในคะแนนที่ออกมาปรากฏ
วิธีการแก้ปัญหา
             เริ่มแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นปีการศึกษา  ประมาณต้นเดือนมิถุนายน   ถึง เดือนมกราคม  ดังนี้
           ๑.      หาสื่อการเรียนการสอน  ซึ่งเป็นแบบฝึกอ่าน  เริ่มตั้งแต่พยัญชนะ  สระ และวรรณยุกต์  จัดทำเป็นรูปเล่ม จำนวน    เล่ม  ต่อ    คน  สมุดปกแข็งอีกคนละ    เล่ม  
      ๒.    แบ่งนักเรียนออกเป็น     ชุด  คือชุด    คน  ข้าพเจ้ารับผิดชอบเอง  ชุด    คน  ครูประจำวิชาเป็นผู้รับผิดชอบ
          ๓.     โดยใช้เวลาพักกลางวัน และหลังเลิกเรียน  ๑ชั่วโมง  ส่วนฝึกคัดและเขียนให้ไปทำเป็นการบ้านทุกวัน  วันละ ๑   หน้า
วิธีการสอน
     ๑.      ให้ฝึกอ่าน  โดยสะกดคำกับครูทีละคน
          ๒.    ให้ฝึกคัดและเขียนมาส่งวันละ ๑   หน้า
          ๓.     ใช้เพลงสำหรับจำสระ 
          ๔.     ฝึกอ่านคำหรือข้อความจากสิ่งที่พบเห็นและสิ่งพิมพ์ต่างๆ 
ความภาคภูมิใจที่ได้รับ
      ๑.      ได้รับความชมเชยจากผู้ปกครอง
           ๒.    ช่วยเหลือนักเรียนให้มีพื้นฐานในการศึกษาต่อไปในระดังสูงขึ้น